Le Grand Chef:ไอ้หนูซูชิ
in Light Stuff

ผมจองตั๋วด้วยความกระหายหิว มันจะห่อเจี๊ยะสมคำโฆษณาหรือเปล่าหนอ ตัวอย่างหนังที่สื่อออกมาก็แสดงถึงอาหารนานาชนิด สีสันสวยงาม พิสดารพันลึกกันทั้งนั้น แหม ต่อมน้ำลายของเราจะต้องหลั่งสารอะมิโนโอเคออกมาทะลักล้นแน่ๆ
สปอนเซอร์ของหนัง คือร้านซูิคิชิ คงเล็งเห็นจุดนี้ คิดหวังผลภายภาคหน้าว่า ฮี่ๆ คนดูหนังเสร็จออกมา อารมณ์อยากกินอาหารเกาหลี เดินผ่านซูคิชิ อ๊ะ บุฟเฟต์ในราคา 219 บาท* อ๊ะ ถูกกลิ่นยั่วยวนชวนฝัน อ๊ะ โดนหลอกล่อให้เข้าร้าน อ๊ะ เสร็จเรา อ๊ะ กำไรเหนาะๆ โปรโมตมันเข้าไปนายเมเจอร์ เซ็งหลีฮ้อกันทั้งสองฝ่าย หารู้ไม่ว่า…
หนังเปิดฉากมา้ด้วยพิธีพิฆาตปลาปักเป้าเป็นๆ ปลายังดิ้นพล่าน โดนตัดหัวดังฉึก.. .. ต่อมน้ำลายหดกลับเข้าไปแทบไม่ทัน โอ้วว โหดมาก คู่หญิงชายที่นั่งข้างๆ ถึงกับนั่งตัวบิดไปมาและส่งเสียงเร่าด้วยความหวาดกลัว ยังไม่พอถลกหนังปลารีเวิร์สออกมา หั่นมันเป็นชิ้นๆ ตับไตไส้พุง เลือดกระเด็นไปทั่วเขียง นี่มันฆาตกรรม ฆาตกรรมชัดๆ ฉันรับไม่ได้.. แล่เนื้อเถือหนังอย่างรวดเร็ว อ๊ะ เริ่มเป็นชิ้นปลาสวยละ อืม อืม ดูดูไปก็น่ากินดีนี่หว่า เออ จัดวางก็สวยดี แหม แล่เนื้ออย่างบางจ๊าดๆ จนวางไปเห็นลายจานด้านล่าง ถ้าได้ลิ้มคงนุ่มละลายในปากเลยทีเดียว

ซงจาง (ทีมพันธมิตรพากษ์ให้นึกว่าชื่อ ‘ซมซาน’ ตลอด) พระเอกของหนัง ตามฉบับพ่อพระอันเดอร์ด๊อก, เขามีอดีตที่ขมขื่น โดนใส่ร้ายทั้งๆที่เขาไม่ผิด แต่ก็ยังไม่ต่อล้อต่อเถียง ช่างเป็นพระเอ๊ก พระเอก เขาหลบลี้ความอับอายจากการถูกกลั่นแกล้ง ไปใช้ชีวิตแบบพระเอกๆ อยู่กับปู่ ขายผักสดสวนครัว ก้อล่อก้อติกกับคุณนายที่มาซื้อผักไปวันๆ จนวันหนี่งโชคชะตาชักพาให้เขาต้องมาแข่งทำอาหาร เพื่อชิงมีดพระเจ้าแรร์ไอเท็มเดอะ็ก็อดไนฟ์อะไรสักอย่าง โชคชะตาเล่นตลกยิ่งกว่านั้นนัก เมื่อรู้ว่าเขาต้องมาแข่งกับคนที่เคยป้ายสี!
ฟังพล็อตแล้วถ้าค้นหาเรื่องราวเดียวๆ กัน คล้ายๆ กัน จะค้นพบประมาณสามสิบแปดกุรุส ไม่แปลกใจถ้าได้รู้ว่าหนังเคยเป็นการ์ตูนมาก่อน เพราะหันไปทางชั้นหนังสือ ก็พบการ์ตูนพล็อตเรื่องคล้ายกัน อย่าง “ไอ้หนูซูชิ” ที่มีพล็อตเรื่องว่า โชตะ ลูกของร้านซูชิ ซึ่งเป็น พ่อพระอันเดอร์ด๊อก อดทนต่อคำด่าว่าทั้งปวง ในอดีตเขาเคยถูกกลั่นแกล้งจากร้านซาชาซูชิจนร้านพังพินาศ หลบลี้มาหาโอกาสใหม่ในตัวเมือง โดยทำงานเป็นพ่อครัวฝึกหัดของร้านเก่าแก่ชื่อดัง มิวายยังต้องถูกส่งไปแข่งพ่อครัวหน้าใหม่ แล้วก็จะไม่แปลกเลย ถ้าไอ้ร้านซาชาซูชิ ก็ส่งพ่อครัวตัวร้ายมาแข่งด้วยเหมือนกัน ฟังพล็อตเรื่องแล้วเหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักที่ อ๋อ ย่อหน้าบนนี่เอง

ใครที่หวังมาฮ่อเจี๊ยะกับหนังเรื่องนี้อาจจะต้องผิดหวัง เนื่องจากมีการทำอาหารเน้นๆ น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการค้นหาวัตถุดิบ ซึ่งถ้าใครอ่านการ์ตูนแนวนี้มาก็จะรู้ว่าไอ้คำว่าหาวัตถุดิบเนี่ย มันคือการไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้านผู้กุมวัตถุดิบนั้นไว้ อาทิเช่น สมมติโชตะต้องการหาปลามากุโร่ ค้นไปค้นมาก็จะเจอว่า อ๋อ สุดยอดปลามากุโร่ คือปลามากุโร่สีทองในตำนานนั่นเอง (ไม่มุข มันชื่อแบบนี้จริงๆ) แล้วผู้กุมความลับของปลามากุโร่สีทองในตำนานนี้ก็คือคุณลุงฮิโรชิ โชตะก็ดั้นด้นไปหาคุณลุงฮิโรชิ แต่คุณลุงฮิโรชิก็จะอิดออดไม่ให้ปลาง่ายๆ บางครั้งตัวละครที่ทำหน้าที่เป็นคุณลุงฮิโรชิก็จะเกรี้ยวกราดใส่โชตะด้วย แต่โชตะก็ยังไม่ย่อท้อ ไปปรึกษารายการทุกข์ชาวบ้านว่าคุณลุงฮิโรชิมีปมอะไรในใจ ทำไมจึงได้เป็นคนหงุดหงิดง่ายขนาดนี้ ปมในใจของคุณลุงฮิโรชิก็สามารถเป็นได้หลายประการ อาทิ
- ลูกชายของคุณลุงฮิโรชิป่วยตาย ก่อนตายก็ร้องไห้ฮั่กๆ บอกว่าอยากกินปลามากุโร่สีทองแล่บางเฉียบ คุณลุงฮิโรชิก็ออกทะเลไปจับมา กลับมาก็พบว่าลูกชายเด็ดสะมอเร่ไปแล้ว เป็นปมว่าฉันจะไม่จับปลามากุโร่สีทองอีกต่อไป เพราะมันทำให้ลูกชายฉันตาย
- คู่หมั้นของคุณลุงฮิโรชิต้องไปทำงานเมืองอื่น เนื่ิองจากคุณลุงฮิโรชิติดหนี้ค่าเรือ.. บลาๆๆ ทำให้คุณลุงฮิโรชิผูกใจเจ็บปลามากุโร่ บลาๆ
- ญาติห่างๆของคุณลุงฮิโรชิรังเกียจปลามากุโร่ เพราะมันทำให้ บลาๆ ทำให้คุณลุงฮิโรชิผูกใจเจ็บปลามากุโร่ บลาๆ
- เพื่อนบ้านของคุณลุงฮิโรชิ ..ยกกันมาั้ทั้งโคตรเลยมั้ยหละแหม..
ตามบท โชตะก็จะเห็นใจคุณลุงฮิโรชิ และใช้ความมานะพยายามไปจับปลามากุโร่ มาปรุงอาหารขจัดปมใจ คุณลุงฮิโรชิได้กินก็จะน้ำตาไหลพรากๆ ร้องว่าคิดถึง 1. ลูกชาย 2. คู่หมั้น 3. ญาติห่างๆ 4. ฯลฯ เสร็จปั๊บ ก็จะพลิกมาช่วยโชตะจับปลาดังกล่าว แฮปปี้เอนดิ้ง ก่อนที่โชตะจะพบว่าการทำอาหารชิ้นนี้ ต้องใช้หัวไชเท้าด้วย ซึ่งหัวไชเท้าชั้นดีนั้นอยู่ที่ป้ามัตสึโกะบ้านข้างๆ ซึ่งป้ามัตสึโกะก็มีปมในใจ.. ต่อไป.. ต่อไป.. และต่อไป.. โชตะก็ได้แก้ปัญหาทุกข์ชาวบ้านไปด้วยกันเท่ากับจำนวนวัตถุดิบ สรุปว่าทำอาหารจานหนึ่งใช้เนื้อที่ไปประมาณสามเล่ม เจริญจริงๆ ถ้าไอ้โชตะไปสมัครสส. มันต้องได้รับเลือกแน่ๆ เพราะเข้าถึงทุกหย่อมหญ้าขนาดนั้น

อาหารที่พระเอกของเรื่องแนวนี้ (ทั้งโชตะ ทั้งซงจาง) ทำขึ้นก็จะสื่อซิมโบลิกต่างๆ ดังเรียนจบศิลปกรรมขั้นสูงมา อย่างผักกาดหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ปลาหมายถึงท้องทะเลที่เป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรม พริกหมายถึงความซู่ซ่าที่ป้ามีให้คุณลุงฮิโรชิ คิดไปได้เนอะ ผมว่ามันก็ฮาทั้งคนทำอาหาร และคนชิม ว่ามันสื่อใจกันรู้เรื่องได้ยังไงวะเนี่ย! คนดูจะรู้ความหมาย ก็ต่อเมื่อพวกเอ็งชิมแล้วพูดออกมานั่นแหละ!
การที่เห็นเรื่องอย่างนี้ในการ์ตูนจนชินตา พอได้มาดูเป็นคนแสดง ก็ให้อารมณ์แปลกดีมิน้อยถึงจะโอเวอร์ไปหน่อยก็เถอะ เมื่อออกจากโรง เกิดอารมณ์อยากอ่านไอ้หนูซูชิใหม่อีกรอบหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม, ความอยากกินซูคิชินั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เสียใจด้วยนะซูคิชิ หมากตานี้ของนายพลาดไปแล้ว
ปล. หนังเรื่องนี้สนุกขึ้นด้วยทีมพากษ์พันธมิตร ขอปรบมือให้จากใจจริง



