Archive for May, 2006

MSN กับ Yahoo สู่สู้เปลี่ยนเลย์เอาท์ เข้าสังเวียนพอร์ทัลครั้งใหม่

จากที่เคยเสนอไปว่า Yahoo นั้นเตรียมจะปรับเปลี่ยนเลย์เอาท์ครั้งใหญ่ โดยหันมาใช้เทคโนโลยี ajax มากขึ้นนั้น หลังจากนั้นไม่นาน MSN ก็ได้ชิงเปลี่ยนหน้าตาโฮมเพจไปเสียก่อน โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ที่สังเกตเห็นได้ชัดคือหน้าตาที่ดูเรียบง่ายขึ้น และมีการสรุปบริการที่สำคัญๆ เปลี่ยนมาไว้ทางด้านบนของหน้าเพจ ส่วนอย่างอื่นไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก เนื่องจากได้เปลี่ยนแปลงสุดๆ ไปก่อนแล้วหนึ่งครั้ง

Yahoo เองก็มีให้ทดลองเลย์เอาท์เวอร์ชั่นใหม่แล้วเช่นกัน (ลองเข้า Yahoo แล้วคลิกที่ sneek preview) โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้พบว่ามีความสวยงามเพิ่มขึ้นมาก (บางคนอาจจะรู้สึกว่าสีน้อยๆ simple แบบเดิมสวยกว่า แต่ผมคิดว่าแบบใหม่นี้ก็ยังมีความ simple อยู่ เพียงแต่มีสีขาวน้อยลงเท่านั้นเอง) โดยได้ทดลองใช้แล้วพบว่ามีการประยุกต์นำ ajax มาใช้ได้ดีมากๆ โดยเฉพาะส่วนใหม่ที่แล้วแต่ user จะ customize (กล่องด้านขวากลาง) นั้น มี effect ความเร็วในการแสดงผล และ สรุปข้อมูลมาให้ดูได้ค่อนข้างน่าประทับใจ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกว่าจะ switch ระหว่าง narrow layout กับ wide layout ได้ด้วยเพื่อผู้ที่ใช้ความละเอียดหน้าจอ 800×600 และ 1024×768 จะได้เลือกให้เหมาะสมกับตนเอง (ยังไม่ได้ดูว่าวิธีการเปลี่ยนแค่ css หรือได้มีการใช้ javascript - เปลี่ยน html ไปเลย แต่คิดว่าต้องเปลี่ยน html ไปเลยแน่ๆ)

จะเห็นได้ว่า Yahoo กับ MSN นั้นกำลังพัฒนาเว็บไซต์ (ด้านการออกแบบ) สวนทางกันอยู่ ในขณะที่ MSN เน้นความเรียบง่าย ลดสี ลดเอฟเฟกต์ ลดเลยเอาท์ลงมาจนดูคล้ายกับ Yahoo ยุคก่อน , Yahoo กลับเพิ่มลูกเล่นต่างๆ เข้าไป เพิ่มสี เพิ่มเอฟเฟกต์ให้มากขึ้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าผลการต่อสู้นี้ใครจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ว่าเท่าที่ดู ผมชอบ Yahoo มากกว่านะครับ ส่วน MSN นั้นด้วยสีและธีมนั้นสู้ Yahoo ยุคก่อนยังไม่ได้เลย ความเห็นส่วนตัวคือ มันจืดมาก ไม่ใช่ว่าสวยเรียบๆ นะ แต่นี่มันแทบจะเป็น pure text อยู่แล้ว! — การออกแบบนี้ลามไปถึง Windows Live Mail ด้วยนะครับ ที่จืดชืดและไร้สีสันมากๆ สิ่งที่ทำอยู่ ผมว่าไม่ได้สื่อถึง “เว็บสมัยใหม่หรอกนะ” ถึงไมโครซอฟท์อยากจะให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม (เว็บแบบใหม่ต้อง ขาวๆ space เยอะๆ สีน้อยๆ เหรอ มันก็ใช่บ้าง แต่ที่ทำมานี่มันอะไรเนี่ย เหมือนประมาณว่า โอเค ใส่กล่อง ใส่สี พอ)

ปล. ทั้งสองเว็บไซต์สามารถเลือกปรับสีได้ 5 สีเหมือนกัน
ปล2. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ เน้อ ใครชอบ MSN ก็อย่าถือสาว่าความ

ความเห็นต่อข่าว

จงจับคู่ความเห็นที่ถูกต้องกับข่าวต่อไปนี้

หัวข้อข่าว
1. คูลฟีเวอร์ วัตถุจากอวกาศ ชาวบ้านแห่ขอหวย
2. แบนหนัง ดาวินชีโค้ด เครือ Major-EGV จะไม่ฉายงั้นหรือ
3. แบนหนัง หมากเตะ กังวลความสัมพันธ์ไทยลาว
4. ก้านกล้วย ไทยแลนด์อนิเมชั่น ที่คนไทยต้องดู
5. จุดเทียนแห่งปัญญา จุดความกล้าขึ้นกลางใจ คอนเสิร์ทการเมืองครั้งที่ 1
6. แพทย์แจงอาการ “ฉัตรชัย” “ไก่” ยันไม่ได้เป็นเอดส์

ความเห็น
1. อะไรเนี่ย..
2. อะไรเนี่ย..
3. อะไรเนี่ย..
4. อะไรเนี่ย..
5. อะไรเนี่ย..
6. อะไรเนี่ย..

คูลฟีเวอร์

ขอเซ็นเซอร์ชื่อคู่สนทนาเพื่อความปลอดภัยและรักษาหน้า

X says:

กะว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่มีงาน จะไปหาซื้อ kool fever มานั่งเล่น

X says:

จะผสมสีประหลาด ๆ

Y says:

เหอๆๆๆๆๆๆๆๆ

Y says:

กลายเป็นขายดีไปเลย

X says:

หาซื้อไม่ได้เลยอะ

X says:

เป็นแผนโปรโมตแหง

Y says:

ไม่หรอกว่ะ

Y says:

ชาวบ้านคงโง่จริง

X says:

เห็นรูปร่างตอนแรก ดูยังไงมันก็ไม่ใช่หนอน

X says:

มันคือดิลโด้ชัด ๆ

Y says:

ทะลึ่งโคตร

Y says:

เออ ต้องมีผู้หญิงเอาไปทำแน่ๆ เลยว่ะ

X says:

เหมือนปะล่ะ

X says:

สั่นได้ก็ใช่เลย

X says:

เหอะ ๆ

edit: อนึ่ง นี้เป็นบทสนทนาของเพื่อนกันเท่านั้น อาจจะมีความเห็นที่ไม่เหมาะสมบ้าง กรุณาพิจารณาด้วยครับ

Poseidon

สนุกดีแต่พระเอกเก่งไปหน่อย ต่อไปนี้บางข้อเป็นสปอยล์

  • CG โคตรแห่งความไม่เนียนโดยเฉพาะฉากเปิดตัว เรือนี่เห็นได้ชัดเจนมากว่าเป็นของเก๊
  • ทำไมทั้งเรื่องต้องตัดไปที่วาลว์น้ำบ่อยๆ ว่าถึง level ไหนแล้ว ทำให้รู้สึกว่าเป็นเกมมากๆ (พอตัดไปที่วาลว์น้ำแล้ว ทุกครั้งจะต้องถ่ายภาพท้องเรือต่อมา ด้วยเพื่อแสดงว่า วาลว์น้ำระดับ 4 นี่คือท่วมประมาณไหน — ปัญญาอ่อน)
  • รู้สึกดูไปแล้วเหมือนเล่นเกม นอกจากฉากวาลว์น้ำที่บอก ก็จะรู้สึกว่าหนังเหมือนจะมี “ส่วนเล่นเกม” กับ “่ส่วนภาพยนตร์คั่นฉาก” ตลอด เช่น พระเอกกำััลังค้นหาทางออกอยู่ แล้วภาพยนตร์คั่นฉากก็จะแสดงว่า กระจกของส่วนห้องบอลล์รูมแตกแล้ว ทำให้น้ำไหลเข้ามาได้ แล้วก็ตัดมาที่พระเอกอีกว่า เออ น้ำไหลเข้ามาแล้วนะ รีบหาทางออกเร็ว (ถ้าขึ้นเวลาว่า จงหาทางออกภายใน 60 วินาที ได้ ผู้กำกับคงขึ้นเวลาไปแล้ว)
  • ความสัมพันธ์ของตาแก่เกย์-วาเลนไทน์ และอีเลน่า จะใส่เข้ามาทำไม สุดท้ายตาแก่ก็ไม่รู้ว่าอีเลน่าสัมพันธ์กับวาเลนไทน์อยู่ดี??
  • เด็กไม่มีความบาดเจ็บเล้ยยย สงสัยใช้สูตรอมตะ
  • ชอบฉากที่นักร้องเดินไปหากัปตัน แบบทำท่ายอมรับความตาย แล้วก็กอดกัน ดูแล้วปลงดี
  • ศพเยอะมาก

บวกลบสิบเปอร์เซ็นต์

จนถึงปัจจุบันนี้ ผมพยายามบังคับตัวเองให้หลับได้ก่อนนาฬิกาจะตีเวลาเที่ยงคืน หากเลยไปบ้างเล็กน้อยนั้นถือว่ายอมรับได้ แต่หากเลยไปบ่อยๆ มาตรฐานก็จะหย่อน เลยไปเป็นเที่ยงคืนสิบห้า แล้วก็จะเลื่อนไปเป็นเที่ยงคืนครึ่ง ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายก็จะกลายเป็นไม่มีสิ่งใดเป็นบรรทัดฐาน ดังนั้นการยึดกับเที่ยงคืนไว้เสมอจึงควรกระทำ

บางอย่างนั้น เราต้องตั้งกฏเกณฑ์ไว้เพื่อกันไม่ให้หย่อนมากเกินไป เป็นเกณฑ์ให้เทียบอย่างสัมพัทธ์ หากตึงกว่าเกณฑ์มากจะเครียดไป หากหย่อนกว่าเกณฑ์มากก็ควรพิจารณาตัวเอง แต่หากตึงหรือหย่อนน้อยๆ นั้นพอจะอภัยได้ หรือที่เรียกว่าอนุโลม

ผมคิดว่า ผู้ตั้งกฏไม่ได้หวังจะให้คนที่ปฏิบัติ ปฏิบัติได้ตามกฏเป๊ะๆ เหมือนไม้บรรทัดวัดไว้ แต่เพียงต้องการให้มีบางสิ่งบางอย่างมาเทียบเท่านั้น เช่น ถ้าตั้งกฏว่า ห้ามพูดคำหยาบ คนที่คิดซื่อๆ หรือคิดโจมตี ก็จะกล่าวหาได้ว่า คำว่า กู มึง นี้พ่อขุนรามก็ใช้ หรือใช้เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ในภาษาก็ย่อมได้ มาตั้งกฏแบบนี้ได้อย่างไร ขอประท้วง หากคิดแบบนั้น นับว่าคิดอย่างดิจิตอลเกินไป ไม่มีเบี่ยงไปสักหนึ่งหรือสองมิลลิเมตรเลย ถือว่าคิดแบบไม่ใช่คน จริงๆ แล้วเจตนาของผู้ตั้งกฏนั้นอาจเพียงต้องการให้ ลด การใช้คำหยาบลงเท่านั้นก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หากผู้ตั้งกฏออกมาบอกเสียเองว่า “กู มึง ใช้ได้บางครั้ง” กฏนั้นก็จะขาดความศักดิ์สิทธิ์ลงไปทันที เปรียบเหมือนยอมให้หลับตอนเที่ยงคืนสิบห้าได้ แล้วเมื่อหลับตอนเที่ยงคืนสิบห้าได้นั้น ก็จะมีคนสรรหาเหตุผลกลใดต่างๆ นานา มาเพื่อหย่อนลงไปอีกจนถึงเที่ยงคืนยี่สิบ หรือเที่ยงคืนครึ่ง

ดังนั้น ผมคิดว่าผู้ตั้งกฏเอง ไม่ควรมาประกาศว่า กฏนี้ลดหย่อนได้ 10% หรือ กฏนั้นลดหย่อนในกรณีต่อไปนี้ๆ แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากกฏบวกหรือลบเล็กน้อย ควรอยู่ในดุลยพินิจอันเป็นที่ลับของผู้ตั้งกฏเอง

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ผมมักจะคิดถึงตัวต้านทาน (resistor) ที่เป็นชิ้นส่วนเล็กๆที่สำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกตัว ที่ตัวต้านทานนั้นจะมีแถบสีแสดงค่าอยู่ แถบแรกแสดงหลักหน้า แถบสองแสดงหลักถัดมา เป็นเช่นนี้ต่อๆไป แถบรองสุดท้ายแสดงตัวคูณสิบ ส่วนแถบที่น่าสนใจนั้นคือแถบสุดท้ายซึ่งจะบอกไว้ว่า ความต้านทานที่อ่านได้ก่อนหน้า มีผิดพลาดได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น สิบเปอร์เซ็นต์ ห้าเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ โลกของสิ่งที่วัดได้เป็นตัวเลข สิ่งที่สามารถแสดงค่าออกมาอย่างจะแจ้ง

หากเพียงว่า โลกความเป็นจริง สิ่งแบบนั้นแทบไม่มีเลย กฏหมายหรือก็มีช่องโหว่ มีข้อยกเว้น มีความคิดทางจริยธรรมต่างๆ เข้าไปตัดสินด้วย สุดท้ายเอาเข้าจริงก็ต้องพึ่งดุลยพินิจของศาลบ้าง ตำรวจบ้าง ซึ่งก็ต่างเป็นผู้รักษากฏ แน่นอนว่าผู้ัรักษากฏก็ไม่ได้ถูกเสมอไป และไม่ได้ตัดสินตามกลบทกฏหมายอย่างเที่ยงตรงไม่เบี่ยงเบน หากต้องผ่านการตีความ การคิด การหาเหตุผลส่วนตัว ซึ่งนั่นก็อนาล็อกดีแท้

สิ่งที่อยากจะพูดคือ หากกฏบางอย่างออกมาอย่างโหดร้าย ก็อย่าไปว่าผู้ตั้งกฏนั้นเลย จริงๆ เขาอาจจะหวังผลแค่ 80% หรือ 70% แต่ถึงจะรู้ทั้งรู้แบบนั้น หากทำได้ไม่ลำบาก พวกเราก็ควรจะนอนเที่ยงคืนตรงอยู่ดี

8.30-17.30

เคยได้ยินคนบอกไว้ว่า ถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุข จงแบ่งเวลาวันหนึ่งของคุณ 24 ชม.ของคุณออกเป็นสามช่วง

8 ชม. จงทำงานให้หนัก
อีก 8 ชม. ให้หลับให้สนิท
อีก 8 ชม. พักผ่อนโดยไม่คิดถึงเรื่องงานเลย

พอมาทำงานจริงๆ แล้ว ก็พบกับตัวเองว่า ไม่มีทางจะแบ่งเป็นเช่นนี้ได้เลย เนื่องจากเฉพาะเวลาเดินทางก็ปาเข้าไปวันหนึ่ง 2-3 ชั่วโมงแล้ว ส่วนเวลาที่พักผ่อนนั้น ก็รวมเวลากินข้าวไปด้วยอีก ดังนั้น จะได้พักผ่อน”โดยไม่คิดถึงเรื่องงานเลย” ก็ราวๆ 3 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

ลองมาคิดให้ละเอียด ว่าวันทำงานวันหนึ่งทำอะไรบ้าง

ตื่น 6.00
ออกจากบ้าน 6.30
ถึงบริษัท + ข้าวเช้า 7.30
เริ่มทำงาน 8.30
พักเที่ยง 12.00
เริ่มทำงาน 13.00
เลิกงาน + เดินทางกลับบ้าน 17.30
ถึงบ้าน + พักผ่อน 19.30
นอน 23.00
จะเห็นว่าแบ่งเวลาคร่าวๆ แล้ว จะได้ดังนี้

ทำงาน .. 8 ชม. ซึ่งจริงๆ แล้วหากนับปัจจัย เกรงใจหัวหน้า ก็จะใช้เวลามากกว่านี้ (ไม่กล้าุลุกกลับบ้าน เป็นต้น)
นอน .. 7 ชม. ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี
พักผ่อน .. น่าตกใจที่นับรวมกินข้าวแล้ว ก็ยังได้แค่ 5 ชม. ครึ่งเท่านั้น
เดินทาง .. 3 ชม. ถ้าเทพเจ้าแห่งการจราจรทรงโปรด

« Previous PageNext Page »