Archive for the 'Hard Drive' Category

Switching Barriers

ผมเป็นคนหนึ่งที่หงุดหงิดกับบริการมือถือเป็นประจำ เครือข่ายที่ผมใช้อยู่คือ TrueMove แบบเติมเงิน ซึ่งก็มีปัญหามากมายหลายข้อเลย จะแจงก็ได้ดังนี้

  • สัญญาณห่วยนรก ยืนเฉยๆ ก็หลุดได้ โทรไม่ติดบ่อยมาก บางที Searching ตลอดเวลา
  • Network Congestion อย่างสม่ำเสมอ โทรออกไม่ได้
  • ชอบส่ง Message ไร้สาระมากวนแบบถี่ยิบ วันละประมาณ 2-3 Message ตัวอย่างความไร้สาระก็เช่น โหลดโลโก้ ริงโทน เสียงรอสาย ดอกจันหกเจ็ดแปดเก้า วันนี้วันสงกรานต์ หรือว่าให้ส่งแมสเสจไปร่วมสนุกที่ บลาๆ ชิงตั๋วหนังบ้าง อะไรบ้าง แล้วไม่มีวิธีบอกยกเลิกบริการแบบนี้มาให้ รำคาญมากบางทีส่งมาตีหนึ่งตีสอง
  • ราคาก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้ให้บริการรายอื่นแล้ว ทั้งๆที่เมื่อก่อนเจ้านี้จะได้เปรียบเรื่องราคา และเป็นผู้ชักนำให้เกิด price war เมื่อยังเป็น orange อยู่ แต่ตอนนี้ก็งั้นๆ
  • All Together Bonus ที่ไม่เคยได้ใช้ ไม่รู้ด้วยว่าใช้ช่วงไหนได้บ้าง
  • โปรโมชั่นไม่ unique และจำยาก

เมื่อมันมีข้อเสียมากขนาดนี้ แล้วทำไมผมถึงทนใช้อยู่่ล่ะ? ก็เพราะคำที่เป็นหัวข้อเลยครับ.. Switching Barrier หรือถ้าจะให้คุ้นปากคุ้นหูหน่อยก็ Switching Cost นั่นแหละ

Switching Barriers คืออะไร? มันก็คือ ค่าใช้จ่าย (ทั้งนามธรรมและรูปธรรม ตรงนี้สำคัญมาก) ในการเปลี่ยนผู้ให้บริการเป็นรายอื่น เช่น สมมติว่าผมจะเปลี่ยนจาก ทรูมูฟ ไปเป็นดีแทค นี่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ รูปธรรมก็อาจจะเป็น ค่าซิม ค่านู่นนี่ เปิดเบอร์ใหม่ บลาๆ ส่วน นามธรรม ก็อาจจะเป็น การต้องเปลี่ยนเบอร์ ต้องไปบอกเบอร์ชาวบ้านใหม่ ซึ่งในกรณีนี้แล้วถ้าพิจารณาจากแบบนามธรรมด้วย จะพบว่ามี Switching Cost สูงลิ่วทิ่มเพดานเลย

ทีนี้ ถ้าระบบมือถือในเมืองไทย เกิด innovate ขึ้นมา ท่านชิน ท่านดีแทค และ ทรูมูฟ พร้อมใจกันบอกว่า “โอ้ ต่อไปนี้พวกเราจะไม่เอาเปรียบพวกเจ้าแล้วนะ เจ้าลูกค้าเอ๋ย ต่อไปนี้ เราจะเปิดพรมแดน เจ้าสามารถใช้เบอร์ไหนก็ได้ ระบบไหนก็ได้ ดีมั้ยล่ะ โหะๆๆ” (ความฝันแท้ๆ) ตรงนี้ Switching Cost ก็จะกลายเป็นเหลือแค่การต้องมาเรียนรู้ผู้ให้บริการเจ้าใหม่* (ตัวนี้ก็สำคัญ) ไม่ใช่ว่ากลายเป็นศูนย์เลยนะครับ แต่จะเหลือน้อยมาก จนดูดึงดูดขึ้นมาทันที แล้วทีนี้ผู้ให้บริการก็ต้องสู้กันด้วยความสัจจริงละ จะมาหวังพึ่งของตายไม่ได้

Switching Barrier นี่ ในแต่ละธุรกิจก็จะต่างกันไปครับ บางอย่าง ก็น้อยมาก หรือไม่มีเลย เช่น น้ำดื่ม ที่ถือเป็น Commodity (คำนี้แปลง่ายๆ คือ Common ทั่วๆไป ไม่ต่างกัน) ก็จะมีต่ำหน่อย (หรือต่ำมาก) แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนนะครับ อย่างเช่นลูกค้าบางเจ้า อาจจะกินน้ำได้แค่ยี่ห้อเดียว เนื่องจากกินแล้วยี่ห้ออื่นแล้วรู้สึกเหม็นเปรี้ยว แบบนี้ก็จะกลายเป็นมี Switching Barrier สูงเลย

ธุรกิจที่รวมๆ แล้วมี Switching Barrier ต่ำ ก็คือพวก Commodity อย่างที่บอก หรือไม่ก็พวกสินค้าที่ทดแทนกันได้ หรือคุณภาพเหมือนๆกันหมด พวกเครื่องอุปโภคบริโภค ดังนั้นพวกนี้ต้องมีความฉีกตัวเองออกจากชาวบ้าน หรือ Differentiate ตัวเอง เพื่อบอกลูกค้ากลายๆ ว่า ชั้นไม่เหมือนยี่ห้อนู้นนะ ชั้นดีสุด อย่ามาเทียบ เช่น ออกผงซักฟอกรุ่นเอ็กซ์ตร้า ซักสะอาดห้าเท่า หรือน้ำดื่ม ก็อาจจะออกน้ำดื่มกลิ่นมะลิ หรือบอกว่า ของตัวเองมีระบบรีเวิร์สออสโมซิส ดังนั้นจะสะอาดเป็นเลิศ เป็นต้น

ส่วนธุรกิจที่มี Switching Barrier สูงก็อย่างเช่นพวกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด หรือสินค้าแพงๆ เช่น รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งจะเปลี่ยนยาก ทั้งด้านนามธรรม (แพง) และรูปธรรม (เช่นเปลี่ยนบ้านก็ต้องทำธุระอะไรเยอะแยะ เปลี่ยนรถก็ต้องขับให้ชิน) หรือพวกวางระบบต่างๆ นี่ก็สูงเหมือนกัน

ตรงนี้ถ้าจะยกตัวอย่างที่เป็นคอมฯ หน่อย ก็อย่างเช่น Format ของเอกสารต่างๆ เช่น Microsoft Word (.doc, .docx) ตอนแรกๆ ก็จะมี Switching Barrier สูงมาก เพราะว่ายี่ห้ออื่นนี่อ่าน .doc ไม่ได้เลย ถ้าจะใช้ Microsoft ก็ต้องตลอดกาล ปักใจรักเฮียบิลล์ตลอดไป แต่ว่าเดี๋ยวนี้เจ้าอื่นๆ ก็อาจจะอ่าน .doc ได้ (ดีมากน้อยต่างกันไป ไม่ครบทุกฟีเจอร์ที่ word มีแน่นอน) แถม Word ยังสามารถ save เอกสารเป็นฟอร์แมตเปิด (ODF) ได้ด้วย ซึ่งเอาไปอ่านที่ไหน อย่างไรก็ได้ แต่ว่าเหตุผลที่เค้ายังไม่เปลี่ยนไปใช้อะไรที่ถูกกว่า หรืออะไรที่ดีกว่า ก็เพราะว่ายังมี Switching Barrier ด้านการเรียนรู้ คือต้องไปเรียนรู้ของใหม่ นั่นเอง กล่าวคือไม่ชินมือ ชินตา และที่สำคัญคือความเชื่อใจ ว่า ใช้แล้วจะมี Support หรือ Resource ให้หา ในกรณีที่มีปัญหามั้ย

หรือตัวอย่างคอมอีกซักอันละกัน เคยรู้สึกมั้ยครับว่า Keyboard ที่ใช้นี่ ทำไมเราต้องใช้แบบนี้ (qwerty) มันน่าจะวางแบบอื่นได้นี่นา ตรงนี้นี่เคยมีคนคิดผังคีย์บอร์ดแบบอื่นมาแล้วให้ชื่อว่า Layout แบบ Dvorak ซึ่งก็ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยว่า ถ้าพิมพ์คล่องๆ แล้วจะเร็วกว่า qwerty นี่หลายเท่าเลย แต่เจ้า Keyboard แบบ Dvorak นี่ก็เป็นอันพับโครงการไป เนื่องจากว่า Switching Barrier ของการเปลี่ยนผังคีย์บอร์ดนี่มันช่างสูงแตะฟ้าเลย ทั้งการเรียน แล้วต้องมาฝึกพนักงานใหม่ทุกคน ทั้งการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ คีย์ลัด และอื่นๆ ซึ่งตรงนี้ถ้ามองจริงๆ ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าใจนะครับ ที่ความเคยชินมีผลทำให้เราไม่สามารถพัฒนาไปสู่อะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่าได้

หัวคิด

ไม่น่าเชื่อว่าจะลอกกันขนาดนี้

entry จัดระเบียบ exteen ที่ผมเขียนไว้นานแล้ว
http://champcpe.exteen.com/20060416/exteen

วันนี้มาพบที่นี่ สังเกตว่าเปลี่ยนแค่พวกคำเกี่ยวกับผู้พัฒนานิดหน่อย
http://www.iblog.co.th/webmaster/296/entry.html

อยากบอกว่าทุเรศมาก หัวคิดมีมั้ยครับ แค่นี้ยังจะลอกอีก

edit : ลบ entry ที่ exteen แล้ว เห็นว่ายิ่งโพสลิงค์ให้มัน ยิ่งมีคนไปเข้าของมัน แล้วมีคอมเมนต์ประเภท “เออ ลองไปสมัครที่นั่นแล้ว”อีก เบื่อมาก

Vista Ado..

vista_circle_logo.jpg

พยายามลง Vista ที่เครื่องเทสของที่ทำงาน เนื่องจากอยากลองดู แต่พบว่าติดตั้งได้อย่างยากลำบาก เพราะเครื่องเทสเป็นเครื่องที่ใช้นอร์ตันโกส แบ่งอิมเมจพาร์ติชั่น จะมีพื้นที่ไดรฟ์ C: อย่างมากก็ 10 GB แต่ Vista เขมือบเข้าไปก็ 8 GB แล้ว… กว่าจะลบไฟล์นู่นนี่ออกให้เหลือพอมันเนี่ยก็ใช้เวลานานเลย นอกจากนี้ัยังมีปัญหาเรื่องก๊อปไฟล์ setup ผ่าน network แล้ว file corrupt อีก กว่าจะไปนั่งก๊อปมาใหม่ได้ก็กินเวลาอยู่

แต่ถ้าพูดถึงวิธีติดตั้งจริงๆ ก็พบว่าง่ายพอสมควรคือไม่ต้องมาเลือกนู่นนี่ให้ลำบากใจ แต่มีข้อเสียที่ว่า การติดตั้งแบบ Upgrade (หรือสงวนข้อมูลของเรา) นั้นจะทำได้จาก Windows XP Service Pack 2 เท่านั้น หากเป็นรุ่นต่ำกว่านี้ หรือเป็น Windows 2000 ข้อมูลพวกโปรแกรมต่างๆ และ User Profile ต่างๆ จะหายหมด (หมายถึงหายไปจาก Windows แต่ยังเก็บเ็ป็น temporary dir ให้)

เค้าว่ากันว่า Vista นั้นเป็นคลังแสงแห่งไดรเวอร์ คือผู้ใช้แทบไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มเองเลย มัน detect ได้หมด แต่ตอนลงเครื่องโกส พบว่า มันไม่รู้จัก Sound Card on board ของเครื่องซึ่งทำให้ไม่สามารถเล่นเสียงอะไรได้เลยแม้สักนิด นอกจาก PC speaker (ตู้ด!) อาจจะเพราะว่าบอร์ดมันห่วยเกินไปก็ได้

หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว (ที่ติดไปเป็นรุ่น Ultimate) มันก็จะให้เซต User เซตหน้าตาต่างๆ พาสเวิร์ด แล้วก็ regional ซึ่งทั้งหมดก็ทำได้อย่างง่ายดายและน่าสนใจ.. interface ต่างๆ หลังจากนั้นก็ตื่นตาตื่นใจดี โดยเฉพาะ animation เวลาก๊อปปี้ไฟล์ หรือลบไฟล์ แต่ไม่ทราบว่าเห็นบ่อยๆ แล้วจะรำคาญไหม, Dashboard ที่มีก็ค่อนข้างปกติ คือไม่ได้หวือหวา ตัวพื้นฐานที่มีมาให้ก็มีพวก นาฬิกา, msn news, หุ้น, อากาศ, post-it, cpu meter, slideshow ประมาณนี้ แต่สามารถโหลดเพิ่มได้จากเว็บของ Windows Live โดยตรง

การใช้งาน Windows Explorer ก็ดูโอเคดี มีการจัดไฟล์เป็น stack ได้ เช่นจัดไฟล์ไซส์ ใหญ่ๆ เข้าไว้เป็น stack เดียวกันซึ่งก็คล้ายๆ กับ search result แบบมี criteria, breadcrumb ที่มีให้ก็ดูเข้าท่าดี แต่คนที่ชินกับปุ่ม up (up ขึ้นไปหนึ่ง directory) ก็คงต้องปรับตัวพอสมควร, หน้าต่างด้านซ้ายซึ่งแสดง structure ของโฟลเดอร์ก็มีการเลื่อนให้อัตโนมัติเมื่อมีความยาวเกินไป ซึ่งก็นับว่าเป็นการปรับปรุงที่ดี, โฟลเดอร์ทุกๆ อันก็จะ “แง้มๆ” ให้เห็นไฟล์ข้างใน ซึ่งดูครั้งแรกก็เข้าท่า แต่ว่าจริงๆ คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร (มั้ง)

IE7 นั้นก็มีฟีเจอร์ของ firefox เด่นๆ คือ tab browsing, search box ด้านบนเป็นต้น แต่สิ่งที่เกลียดมากๆ คือเอาปุ่ม refresh ไปไว้ซะขวาซึ่งผิดระเบียบมาก หายากมาก และไม่รู้จะเปลี่ยนที่ไปทำไม, เมนูต่างๆ ก็หายากเช่นกันสำหรับการใช้ครั้งแรก

น่าเสียดายที่เครื่องโกสมีประสิทธิภาพไม่พอที่จะใช้ความสามารถทางด้าน Visual อื่นๆ ได้ เช่น Aero หรือ Aero Glass, เครื่องสามารถแสดงได้เพียงธีมแบบ Basic เท่านั้นทำให้ไม่เห็นอะไรมากเท่าที่ควร .. แต่ถึงเครื่องจะไ่ม่ค่อยดี (2.8 Ghz Ram 1 GB no 3d-accelerator) ก็สามารถทำงานต่างๆ ได้อย่างว่องไวใช้ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าใช้ไปนานๆ แล้วจะช้าหรือเปล่า

หมัดฮุคของ Vista คงเป็นเรื่องธีมและวอลล์เปเปอร์ที่คนส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่!) ต้องบอกว่าสวย โดยเฉพาะวอลล์เปเปอร์ที่มีให้โหลดกันอย่างเกลื่อนกลาด เอาไปแปะคอมตัวเองแล้วก็รู้วิสต๊าา.. วิสต้า แต่เท่าที่ลองวันนี้พบว่าไม่สามารถเปลี่ยนธีมได้ (อย่าง Win XP จะเปลี่ยนได้สามสีคือ Blue, Olive, Silver แต่วิสต้ามีดำสีเดียว) ซึ่งก็ผิดหวังพอสมควรแต่คิดว่าคงค่อยๆ มีธีมใหม่ๆ ปล่อยตามมา

สรุปๆ แล้วเท่าที่ลองเล่นวันนี้ก็พบว่า “ใช้ได้ๆ” คือไม่ถึงกับจะต้องเปลี่ยน (ไม่เปลี่ยนก็ไม่ตาย) แต่ถ้าอยากได้อะไรที่ดูสวยและไฮโซเพื่อนทักขึ้น ก็ลองเปลี่ยนดู

Sortable Table

sortable.JPG

สังเกตว่าชื่อ entry มีคำว่า table สองครั้ง!

ไม่มีอะไรมาก วันนี้พี่ที่ทำงานถามเรื่องการเรียงตารางโดยใช้ javascript เลยลองหาดู ค้นพบสคริปดีๆ จึงนำมาโพสเพื่อใช้ในภายภาคหน้า
http://www.joostdevalk.nl/code/sortable-table/

สคริปนี้ใช้ license แบบ MIT (เนื่องจากเกิดที่ Massachusetts Institute of Technology) ซึ่งก็แปลว่า จะตกแต่งตัดต่อตัดตอนขายค้าบ้าบอ กับสคริปนีีี้ได้ตามสะดวกแต่ว่าต้องแนบ license นี้ไปด้วย มากกว่านี้

ปล. รูปข้างบนทำจาก paint เนื่องจากคอมบริษัทห้ามลงโปรแกรมทำภาพอื่นๆ กรุณาอย่าอนาถ

Microsoft Firefox

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Microsoft ซื้อ Firefox ได้??

มีคนทำเว็บไว้ให้แล้วครับ ที่ MSFirefox.com
ขำตรงที่บอกว่าถ้าเข้าเว็บต่อไปนี้แล้ว Microsoft Firefox จะปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ

www.google.com
www.gmail.com
www.apple.com
www.itunes.com
www.yahoo.com
Any sites with the phrase: microsoft/windows/explorer/vista/bill sucks

Ajax Load


Link to web

Ajax Load เป็นเว็บที่เอาไว้ทำไอคอน “โหลด” ของเว็บ 2.0 โดยเฉพาะ (ซึ่งเท่าที่เห็นหลายๆ เว็บ ก็ใช้เหมือนๆ กัน อย่างกับเป็นกฏหมาย?) มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เป็น วงกลมหมุนๆ หรือเป็นแุถบ (คล้ายๆ โพลหน้าร้านตัดผม) ซึ่งสามารถ customize สีได้เองด้วย เหมาะสำหรับคนขี้เกียจทำเอง (เช่นข้าพเจ้า) ที่มีมาให้นั้นส่วนใหญ่ก็จะดูดีมีสกุลรุนชาติ “ดั่งจ้างคนทำ” ดังนั้น นำไปใช้ได้เลย

เว็บนี้ก็มีมุขนิดนึงคือ บนเฮดเดอร์จะแปะคำว่า Beta ไว้ แล้วมีลูกศรชี้ไปบอกว่า “เฮ้! เว็บนี้ก็เป็นเว็บ 2.0 นะ” ..

« Previous PageNext Page »